กระทรวงสาธารณสุข

รวบรวมข่าวสารสำคัญด้านสุขภาพและสาธารณสุข

ภาพข่าว
04/08/2569
สธ.เปิดรับเรื่องร้องเรียนจาก ปชช. ได้รับผลกระทบข้อมูล "หมอพร้อม" ไม่ตรงความเป็นจริง พร้อมตรวจสอบเข้ม
รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เผย เปิดช่องทางรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบ กรณีข้อมูล "หมอพร้อม" ไม่ตรงความเป็นจริง พร้อมตรวจสอบเชิงลึกทุกกรณี เพื่อปรับปรุงแก้ไขระบบหากเกิดความผิดพลาด และพร้อมดำเนินการตามระเบียบหากพบผู้กระทำผิดบันทึกข้อมูลเป็นเท็จ วันนี้ (30 กรกฎาคม 2569) นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีข้อมูลสุขภาพไม่ตรง กล่าวถึงกรณีที่วันนี้มีประชาชนรวมตัวยื่นเรื่องร้องเรียนมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม เพราะข้อมูลการรับบริการสุขภาพในแอปพลิเคชัน "หมอพร้อม" ไม่ตรงความเป็นจริง ทำให้มีความกังวลเรื่องการสวมสิทธิ์ หรืออาจกระทบต่อการทำประกันภาคเอกชน ว่า กระทรวงสาธารณสุขพร้อมที่จะตรวจสอบเรื่องทั้งหมดอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส หากพบว่าเป็นข้อผิดพลาดของกระบวนการบันทึกข้อมูล ก็พร้อมปรับปรุงแก้ไขระบบและกระบวนการทำงาน หากพบว่าเข้าข่ายเจตนาบันทึกข้อมูลเท็จ จะดำเนินการตามระเบียบโดยไม่ปกป้องผู้กระทำความผิด ดังนั้น ขอให้ประชาชนที่พบปัญหาหรือได้รับผลกระทบจากเรื่องดังกล่าว เข้ายื่นเรื่องร้องเรียนได้ที่ ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน สำนักมาตรฐานวินัยและระบบคุณธรรม อาคาร 1 ชั้น 1 สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงหลังจากนี้หากประชาชนท่านใดยังตรวจสอบพบข้อมูลการรับบริการผิดไปจากข้อเท็จจริง ก็สามารถยื่นเรื่องต่อศูนย์รับเรื่องร้องเรียนได้เช่นกัน "ระบบหมอพร้อมเป็นเพียงปลายทางในการแสดงผลข้อมูลสุขภาพ เจตนาสำคัญคือคืนข้อมูลสุขภาพให้แก่ประชาชน เพื่อให้ได้รับทราบข้อมูลสุขภาพของตนเอง อีกทั้งทำให้เกิดการตรวจสอบข้อมูล ถือเป็นกลไกในการพัฒนายกระดับการพัฒนาคุณภาพข้อมูลและเสริมสร้างความโปร่งใสของระบบบริการสุขภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนว่าข้อมูลมีความถูกต้องและเชื่อถือได้" นพ.โสภณกล่าว **********************************30 กรกฎาคม 2569
ภาพข่าว
04/08/2569
สธ. แจงสื่อสารนโยบายสุขภาพ มุ่ง ปชช.รู้สิทธิและเข้าถึงบริการ ย้ำใช้งบตามจำเป็น คุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้
รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงข้อสังเกตใช้ "งบบัตรทอง" ผ่าน "เงินบำรุง รพ." จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์หรือเปิดตัวนโยบาย ไม่ควรด่วนสรุปว่านำเงินรักษาพยาบาลไปจัดงานหรือเป็นสาเหตุทำให้ รพ.ขาดสภาพคล่อง เพราะรายรับมีหลายแหล่ง แยกวัตถุประสงค์ชัดเจน และการขาดทุนมาจากหลายปัจจัย ย้ำการสื่อสารยังเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ประชาชนรู้นโยบาย เข้าถึงบริการและสิทธิประโยชน์ กำชับทุกหน่วยงานใช้งบอย่างระมัดระวัง สมเหตุสมผล ไม่กระทบภารกิจหลัก พร้อมเปิดรับการตรวจสอบข้อเท็จจริงบนพื้นฐานข้อมูลที่รอบด้าน วันนี้ (3 สิงหาคม 2569) นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีมีการตั้งคำถามต่อการใช้งบประมาณของหน่วยงานและโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อจัดกิจกรรมเปิดตัวหรือประชาสัมพันธ์นโยบายสาธารณสุข โดยเชื่อมโยงว่าเงินบำรุงของโรงพยาบาลส่วนหนึ่งมาจากงบประมาณที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จัดสรร จึงอาจเป็นการนำงบที่ควรใช้รักษาประชาชนไปใช้จัดกิจกรรม ว่า การพิจารณาเรื่องดังกล่าวจำเป็นต้องแยกข้อเท็จจริงเป็นรายโครงการ เนื่องจากงบประมาณและรายรับของหน่วยบริการมีหลายแหล่ง แต่ละแหล่งมีวัตถุประสงค์ หลักเกณฑ์ และอำนาจการใช้จ่ายแตกต่างกัน การระบุว่าเป็นการนำ “งบบัตรทอง” หรือเงินที่ควรใช้รักษาผู้ป่วยไปจัดกิจกรรม จึงไม่ควรสรุปเพียงที่มาของรายรับบางส่วน โดยยังไม่ได้ตรวจสอบวัตถุประสงค์ แผนงาน กระบวนการอนุมัติ และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่า การรักษาพยาบาลประชาชนเป็นภารกิจหลักที่ต้องได้รับความสำคัญสูงสุด ขณะเดียวกันการทำให้ประชาชนรับรู้สิทธิ เข้าใจนโยบาย และเข้าถึงบริการที่รัฐจัดให้ ก็เป็นองค์ประกอบที่สำคัญเช่นเดียวกัน เพราะแม้รัฐจะมีบริการที่ดีเพียงใด แต่หากประชาชนไม่ทราบสิทธิหรือไม่รู้ช่องทางเข้าถึง บริการดังกล่าวก็ไม่อาจเกิดประโยชน์ได้เต็มที่ ตัวอย่างนโยบายสำคัญที่จำเป็นต้องมีการสื่อสารอย่างทั่วถึง ได้แก่ การป้องกันและลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) การขยายบริการฟอกไตให้ประชาชนเข้าถึงตามสิทธิ การส่งเสริมการบริจาคอวัยวะและร่างกาย การแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ที่นำบริการไปถึงบ้านและชุมชน ตลอดจนระบบสุขภาพดิจิทัลและบริการผ่านหมอพร้อม ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของประชาชน บุคลากร และหน่วยบริการทั่วประเทศ “การจัดกิจกรรมของกระทรวง เป้าหมายคือการทำให้นโยบายที่เป็นประโยชน์ไปถึงประชาชน เกิดการรับรู้สิทธิ เข้าถึงบริการ และสร้างความร่วมมือในการดูแลสุขภาพ การสื่อสารนโยบายจึงต้องพิจารณาจากผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับ ควบคู่กับความจำเป็นและความคุ้มค่าของงบประมาณ” นพ.เอกชัยกล่าว นพ.เอกชัยกล่าวต่อว่า กระทรวงสาธารณสุขตระหนักดีว่า ในภาวะที่โรงพยาบาลบางแห่งมีข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง สังคมย่อมคาดหวังให้ทุกหน่วยงานใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง จึงได้กำชับให้การจัดกิจกรรมทุกระดับยึดหลักสำคัญ ได้แก่ มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เชื่อมโยงกับภารกิจและประโยชน์ของประชาชน ใช้งบประมาณอย่างสมเหตุสมผล เลือกรูปแบบที่ประหยัด และสามารถประเมินผลสัมฤทธิ์ได้ ที่สำคัญต้องไม่กระทบต่อภารกิจรักษาพยาบาลและความพร้อมของหน่วยบริการ การตั้งข้อสงสัยว่าโรงพยาบาลขาดสภาพคล่องเพราะนำเงินไปจัดกิจกรรม จึงควรพิจารณาจากข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างรอบด้าน เพราะฐานะการเงินของโรงพยาบาลเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งต้นทุนการรักษาที่สูงขึ้น ภาระค่าจ้างบุคลากร จำนวนและความซับซ้อนของผู้ป่วย อัตราและหลักเกณฑ์การชดเชยค่าบริการ ตลอดจนประสิทธิภาพการบริหารจัดการของแต่ละหน่วยบริการ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขยินดีให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง และพร้อมเปิดเผยข้อมูลตามกฎหมาย หากพบว่ากิจกรรมใดไม่เป็นไปตามระเบียบ ใช้งบประมาณไม่ตรงวัตถุประสงค์ ไม่เหมาะสม หรือไม่คุ้มค่า จะดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขโดยไม่มีข้อยกเว้น พร้อมรับฟังข้อเสนอจากทุกฝ่ายเพื่อนำไปปรับปรุงรูปแบบการดำเนินงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน “เงินทุกบาททุกสตางค์ต้องอธิบายได้ว่าใช้เพื่ออะไร ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างไร และดำเนินการถูกต้องหรือไม่ กระทรวงไม่ปฏิเสธการตรวจสอบ แต่ขอให้การตรวจสอบอยู่บนข้อมูลที่ครบถ้วน ไม่เหมารวม และไม่ด่วนสรุปก่อนทราบข้อเท็จจริง รวมถึงยืนยันว่าจะเดินหน้าสื่อสารนโยบายที่จำเป็นต่อสุขภาพของประชาชน โดยปรับรูปแบบให้กระชับ ประหยัด ใช้ช่องทางดิจิทัลและทรัพยากรของทางราชการให้มากขึ้น รวมทั้งกำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์ที่ชัดเจน เพื่อให้การประชาสัมพันธ์ไม่หยุดอยู่เพียงการจัดงาน แต่ต้องนำไปสู่การรับรู้สิทธิ การเข้าถึงบริการ และผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม" นพ.เอกชัยกล่าว *****************************************3 สิงหาคม 2569 Cr.สำนักสารนิเทศ
ภาพข่าว
04/08/2569
ปลัด สธ. ยันไม่มีใครล้ม "บัตรทอง" แต่จำเป็นต้องปฏิรูป เสนอ 6 ข้อช่วยแก้ รพ.รัฐขาดทุนหนัก บริหารกองทุนโปร่งใส มีธรรมาภิบาล ดูแลคนไทยยั่งยืน
ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ยืนยันไม่มีใครคิดล้ม "บัตรทอง" แต่ต้องปฏิรูปเพื่ออุดช่องโหว่สำคัญ ทั้งเรื่อง รพ.รัฐขาดทุนหนัก กระทบบริการประชาชน เสี่ยงล้มละลายในอนาคต และกลไกธรรมาภิบาลของ สปสช. ที่กรรมการหน้าเดิมผูกขาดตำแหน่งกว่า 20 ปี จัดสรรงบไม่ตรงจุด ขยายสารพัดกองทุนย่อยขณะที่งบรักษาไม่เพียงพอ เสนอ 6 ข้อปฏิรูปร่วมกันให้กองทุนมีความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล และดูแลรักษาคนไทยได้อย่างยั่งยืน วันนี้ (4 สิงหาคม 2569) นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงข้อเสนอในการปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพ ว่า ขอยืนยันว่าไม่มีใครคิดล้มบัตรทอง 30 บาท แต่จำเป็นต้องมีการปฏิรูปเพื่ออุดช่องโหว่ไม่ให้ระบบล้มเหลวจากวิกฤตงบประมาณ และทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพมีประสิทธิภาพ มั่นคง และยั่งยืน โดยสาเหตุสำคัญมาจาก 1) โรงพยาบาลรัฐประสบวิกฤตขาดสภาพคล่อง ซึ่งปัจจุบันหลายแห่งขาดทุนหนัก งบประมาณติดลบจนส่งผลกระทบกับการบริการผู้ป่วย เช่น ต้องปรับปริมาณจ่ายยาจาก 2-3 เดือน เหลือ 2 สัปดาห์ หรือต้องเปลี่ยนยี่ห้อยา เป็นต้น รวมถึงภาพรวมเงินบำรุงโรงพยาบาลลดลงอย่างมาก จาก 6 หมื่นล้านบาท เหลือเพียง 1.5 หมื่นล้านบาท หากไม่รีบแก้ไขก็อาจทยอยล้มละลายในอีกไม่กี่ปี และ 2) ปัญหากลไกและธรรมาภิบาลของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ทั้งการผูกขาดตำแหน่งในบอร์ด สปสช. โดยบางท่านอยู่มาตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2546 จนถึงปัจจุบัน สลับวาระในการเป็นบอร์ด สปสช. กับบอร์ดควบคุมคุณภาพ, มีการตัดสิทธิประโยชน์สำคัญ เช่น การปัดตกวัคซีน IPD เด็ก โดยอ้างว่าไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ รวมถึงมีการจัดสรรงบไม่ตรงจุด โดยเน้นบริการรอง เช่น คลินิกนวัตกรรม แต่งบรักษาผู้ป่วยหนักหรือวิกฤตกลับไม่เพียงพอ เป็นต้น "การยอมรับความจริงว่าระบบกำลังมีปัญหา คือ ขั้นตอนแรกในการร่วมมือกันแก้ไขเพื่อให้บัตรทองเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง โดยกระทรวงสาธารณสุขมีข้อเสนอในการปฏิรูป 6 ข้อ คือ 1) จัดสรรงบเพิ่ม เพื่อปรับอัตราค่ารักษาให้สะท้อนต้นทุนจริง 2) จัดลำดับความสำคัญของปัญหาสาธารณสุข เน้นการใช้งบประมาณให้คุ้มค่า มีประสิทธิภาพ 3) ตั้งกองทุนเพื่อจัดการระบบปฐมภูมิ ตาม พ.ร.บ.ระบบสุขภาพปฐมภูมิ ให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงการส่งเสริมป้องกันโรค 4) สร้างระบบธรรมาภิบาล ระบบตรวจสอบที่โปร่งใส เข้มแข็ง โดยเฉพาะที่มาของบอร์ด และ อนุกรรมการ 5) หยุดเพิ่มสิทธิประโยชน์หรือกองทุนย่อยโดยที่ไม่มีงบประมาณรองรับชัดเจน และ 6) แยกงบหมวดเงินเดือนของบุคลากรสาธารณสุขออกจากเงินหมวดงบเหมาจ่ายรายหัวของกองทุนบัตรทอง ทั้งนี้ เพื่อให้การบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพมีความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล รวมถึงประชาชนทุกคนยังได้รับการส่งเสริม ป้องกันและรักษาอย่างยั่งยืน" นพ.สมฤกษ์กล่าว **************************************4 สิงหาคม 2569 CR.สำนักสารนิเทศ